สอบ IELTS กันไปทำไม?
IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกค่ะ โดยมีองค์กรใหญ่ๆ อย่าง British Council, IDP และ Cambridge Assessment English เป็นผู้จัดการสอบ
- เรียนต่อต่างประเทศ – มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้ IELTS เป็นเกณฑ์รับนักศึกษา
- ขอวีซ่าทำงาน – หลายประเทศต้องการคะแนน IELTS สำหรับการขอ work permit
- ขอวีซ่าอพยพ/PR – โดยเฉพาะแคนาดา ออสเตรเลีย ต้องมีคะแนน IELTS
- สมัครงานข้ามชาติ – บริษัทข้ามชาติหลายแห่งต้องการพนักงานที่มีทักษะภาษาอังกฤษ
สารบัญ
IELTS มีกี่แบบ?
IELTS แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ IELTS Academic สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีหรือบัณฑิตศึกษา และ IELTS General Training สำหรับผู้ที่ต้องการอพยพหรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ
คะแนนที่ต้องการโดยทั่วไป:
- เรียนต่อปริญญาตรี: IELTS 6.0-6.5
- เรียนต่อปริญญาโท: IELTS 6.5-7.0
- เรียนต่อปริญญาเอก: IELTS 7.0-7.5
- สมัคร PR แคนาดา: IELTS 7.0+ (CLB 9)
IELTS สอบตอนไหน?
วิธีเช็ควันและเวลาสอบ
- เลือกศูนย์สอบหลัก: British Council หรือ IDP IELTS.
- เข้าไปที่เว็บไซต์: ค้นหาตารางสอบตามเดือนและจังหวัดที่ต้องการสอบ.
- พิจารณาประเภทสอบ: ว่าจะเลือกแบบคอมพิวเตอร์ หรือแบบกระดาษ.
IELTS สอบอะไรบ้าง
การสอบ IELTS ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking โดยส่วน Listening, Reading และ Writing จะสอบในวันเดียวกันโดยไม่มีการพัก ส่วนการสอบ Speaking อาจจัดสอบในวันเดียวกัน หรือก่อนหน้า/หลัง 7 วันก็ได้
ลำดับการสอบ (วันแรก – ไม่มีพักเบรก):
| ลำดับ | ส่วนของการสอบ | เวลา | จำนวนคำถาม |
|---|---|---|---|
| 1 | Listening | 30 นาที + 10 นาที ย้ายคำตอบ | 40 ข้อ |
| 2 | Reading | 60 นาที | 40 ข้อ |
| 3 | Writing | 60 นาที | 2 Tasks |
วันที่สอง (หรือภายใน 7 วันก่อน/หลัง):
| ส่วนของการสอบ | เวลา | รูปแบบ |
|---|---|---|
| Speaking | 11-14 นาที | สัมภาษณ์ตัวต่อตัวกับผู้ตรวจสอบ 3 Part |
💡 สิ่งที่ต้องรู้:
- คะแนนเต็มคือ Band 9.0
- คะแนนจะออกเป็น Whole Band หรือ Half Band (เช่น 6.5, 7.0, 7.5)
- คะแนนรวม = เฉลี่ยของ 4 ส่วน (ปัดขึ้น/ลงตามเกณฑ์)
- คะแนนมีอายุ 2 ปี นับจากวันสอบ
Part 1: Listening (ฟัง) – 30 นาที
การสอบ Listening ประกอบด้วยการฟังบันทึกเสียง 4 ส่วน ได้แก่ บทสนทนาระหว่าง 2 คนในสถานการณ์ประจำวัน, บทพูดคนเดียวในสถานการณ์ทั่วไป, การสนทนาระหว่าง 2-4 คนในบริบททางการศึกษา และบทบรรยายทางวิชาการ
| Section | เนื้อหา | ตัวอย่าง | จำนวนคำถาม |
|---|---|---|---|
| Section 1 | บทสนทนาระหว่าง 2 คน (สถานการณ์ประจำวัน) | จองโรงแรม, ซื้อของ, สอบถามข้อมูล | 10 ข้อ |
| Section 2 | บทพูดคนเดียว (สถานการณ์ทั่วไป) | แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว, ประกาศข่าว | 10 ข้อ |
| Section 3 | สนทนาระหว่าง 2-4 คน (บริบทการศึกษา) | นักศึกษาคุยกับอาจารย์, กลุ่มนักศึกษาประชุม | 10 ข้อ |
| Section 4 | บทบรรยายทางวิชาการ (คนเดียว) | การบรรยายในมหาวิทยาลัย | 10 ข้อ |
ประเภทคำถามที่พบบ่อย:
- Multiple Choice (เลือกตอบ)
- Matching (จับคู่)
- Plan/Map/Diagram Labelling (ติดป้ายแผนที่/แผนผัง)
- Form/Note/Table/Summary Completion (กรอกข้อมูลลงในตาราง)
- Sentence Completion (เติมคำในประโยค)
เทคนิคทำข้อสอบ Listening ให้ได้คะแนนสูง:
เพื่อให้ได้คะแนน Band 8 ใน Listening และ Reading ต้องตอบถูก 35-36 ข้อจาก 40 ข้อ ซึ่งหมายถึงความแม่นยำประมาณ 89%
1. อ่านคำถามล่วงหน้า (Prediction is Key!)
- ใช้เวลา 30 วินาที ก่อนเล่นเสียงอ่านคำถามให้ครบ
- ทำเครื่องหมายคำสำคัญ (keywords)
- คาดเดาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้
2. ฟังหาคำที่เป็น Synonym
- ⚠️ ข้อสอบมักไม่ใช้คำเดิมในเสียงกับคำถาม
- เช่น: คำถาม “expensive” → เสียงพูด “costly” หรือ “high price”
- ฝึกหาคำพ้องความหมายบ่อยๆ
3. จดโน้ต (Note-taking)
- จดคำสำคัญระหว่างฟัง (ชื่อ, ตัวเลข, วันที่, สถานที่)
- ใช้ตัวย่อให้คล่อง เช่น edu = education
4. ระวังเรื่อง Spelling & Grammar
- Plural/Singular ต้องถูกต้อง
- การสะกดชื่อเมือง ชื่อคน ต้องถูกต้อง 100%
- ใส่ Capital Letter ตามที่ควร
5. Time Management
- เสียงเล่นครั้งเดียวเท่านั้น! ไม่มีเล่นซ้ำ
- ถ้าพลาดคำตอบข้อไหน ข้ามไปทำข้อต่อไปเลย
- มีเวลา 10 นาทีสุดท้าย ให้ย้ายคำตอบไปกระดาษคำตอบ
6. ฝึกฟังทุกวัน (Daily Practice)
- ฟัง Podcast ภาษาอังกฤษ เช่น BBC, TED Talks
- ดู Netflix ซีรีส์อังกฤษ/อเมริกัน ใส่ subtitle อังกฤษ
- ฟังข่าว BBC News, CNN
- ฝึกฟังสำเนียงต่างๆ (British, American, Australian)
Part 2: Reading (อ่าน) – 60 นาที
ส่วน Reading มี 40 คำถามที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 60 นาที โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีความยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
IELTS Academic Reading:
| Section | เนื้อหา | ความยาก | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|
| Section 1 | ข้อความสั้น 2-3 ข้อความ | ง่าย | โฆษณา, ประกาศ, คู่มือ |
| Section 2 | ข้อความเกี่ยวกับงาน 2 ข้อความ | ปานกลาง | บทความเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน |
| Section 3 | ข้อความยาว 1 ข้อความ | ยาก | บทความวิชาการจากหนังสือ, วารสาร |
ประเภทคำถาม Reading:
- Matching Headings (จับคู่หัวข้อกับย่อหน้า) – ยากที่สุด!
- True/False/Not Given หรือ Yes/No/Not Given
- Multiple Choice (เลือกตอบ)
- Matching Information/Features/Sentence Endings
- Sentence/Summary/Note Completion
- Short Answer Questions
เทคนิคทำข้อสอบ Reading ให้ได้คะแนนสูง:
1. Skimming & Scanning
- Skimming = อ่านคร่าวๆ เพื่อเข้าใจใจความรวม (30-60 วินาที/บทความ)
- Scanning = อ่านหาคำสำคัญเฉพาะที่ต้องการ (เหมือนสแกนหา keywords)
2. เริ่มจากคำถามก่อน
- อ่านคำถามก่อนอ่านบทความ
- ทำเครื่องหมายคำสำคัญ (keywords) ในคำถาม
- ไปหาคำตอบใน paragraph ที่เกี่ยวข้อง
3. ระวังคำพ้อง (Paraphrasing)
- คำถามจะไม่ใช้คำเดียวกันกับในบทความ
- เช่น: คำถาม “children” → บทความ “youngsters” หรือ “kids”
- ฝึกอ่านบทความวิชาการบ่อยๆ
4. ข้อสอบ True/False/Not Given
- True = ข้อความตรงกับบทความ 100%
- False = ข้อความขัดแย้งกับบทความ
- Not Given = ไม่มีข้อมูลในบทความ (อย่าเดา!)
💡 Tips สำคัญ:
- อย่าใช้ความรู้ส่วนตัวตอบ ต้องดูจากบทความเท่านั้น!
5. Time Management มีความสำคัญมาก!
- แบ่งเวลา 20 นาที/บทความ
- ถ้าข้อไหนไม่รู้ ข้าม ไปทำข้อต่อไปก่อน
- เก็บเวลา 5 นาทีสุดท้ายไว้ตรวจทานคำตอบ
6. ฝึกอ่านทุกวัน:
Cambridge IELTS Practice Tests
The Guardian, The New York Times, BBC News
National Geographic (ชอบออกในข้อสอบมาก!)
Scientific American, The Economist
Part 3: Writing (เขียน) – 60 นาที
การสอบ Writing ประกอบด้วย 2 Task โดย Task 1 ต้องเขียน 150 คำภายใน 20 นาที และ Task 2 ต้องเขียน 250 คำภายใน 40 นาที ทั้งนี้ Task 2 มีน้ำหนักคะแนนมากกว่า Task 1 ถึง 2 เท่า
| Task | เนื้อหา | จำนวนคำ | เวลาแนะนำ | น้ำหนักคะแนน |
|---|---|---|---|---|
| Task 1 | อธิบายกราฟ/ตาราง/แผนภูมิ (Academic) หรือ เขียนจดหมาย (General) | ขั้นต่ำ 150 คำ | 20 นาที | 33% |
| Task 2 | เขียนเรียงความ (Essay) ตอบคำถาม/แสดงความคิดเห็น | ขั้นต่ำ 250 คำ | 40 นาที | 67% |
Task 1 – IELTS Academic:
ประเภทของกราฟ/แผนภูมิที่ออกบ่อย:
- Line Graph (กราฟเส้น)
- Bar Chart (กราฟแท่ง)
- Pie Chart (กราฟวงกลม)
- Table (ตาราง)
- Process/Diagram (แผนผังกระบวนการ)
- Map (แผนที่เปรียบเทียบ)
โครงสร้างที่ดี:
- Introduction (1-2 ประโยค) – Paraphrase คำถาม
- Overview (2-3 ประโยค) – บอกภาพรวม/แนวโน้มหลัก
- Body 1 (3-4 ประโยค) – อธิบายรายละเอียดส่วนแรก
- Body 2 (3-4 ประโยค) – อธิบายรายละเอียดส่วนที่สอง
Task 2 – Essay Writing:
ประเภท Essay ที่ออกบ่อย:
- Opinion Essay – เห็นด้วยหรือไม่ / ข้างไหนมากกว่า?
- Discussion Essay – อภิปรายทั้ง 2 ด้าน
- Advantage & Disadvantage – ข้อดี ข้อเสีย
- Problem & Solution – ปัญหาและแนวทางแก้ไข
- Two-part Question – คำถาม 2 ส่วน
โครงสร้าง Essay แบบง่าย:
- Introduction (2-3 ประโยค)
- Paraphrase คำถาม
- ระบุจุดยืนของตัวเอง
- Body Paragraph 1 (5-7 ประโยค)
- Topic Sentence
- Explanation
- Example
- Body Paragraph 2 (5-7 ประโยค)
- Topic Sentence
- Explanation
- Example
- Conclusion (2-3 ประโยค)
- สรุปจุดหลัก
- Restate ความคิดเห็น
เทคนิคทำข้อสอบ Writing ให้ได้คะแนนสูง:
เพื่อให้ได้คะแนน Band 8 ใน Writing ควรเน้นที่เกณฑ์การให้คะแนนที่ง่ายก่อน ได้แก่ Task Achievement และ Coherence and Cohesion จากนั้นจึงพยายามทำให้ดีที่สุดในส่วนที่ยากกว่า คือ Lexical Resource และ Grammatical Range and Accuracy
เกณฑ์การให้คะแนน Writing (4 ข้อ เท่ากันหมด):
- Task Achievement/Response – ตอบโจทย์ครบหรือไม่
- Coherence & Cohesion – เนื้อหาเชื่อมโยงกัน มี flow
- Lexical Resource – ใช้คำศัพท์หลากหลาย
- Grammatical Range & Accuracy – ใช้ไวยากรณ์หลากหลายและถูกต้อง
Tips สำคัญสำหรับ Writing:
1. วางแผนก่อนเขียน (3-5 นาที)
- อ่านโจทย์ให้เข้าใจ 100%
- โครงร่าง: จะเขียนอะไร กี่ย่อหน้า
- คิด Main ideas + Examples
2. ตรงประเด็น (Task Response)
- ตอบคำถามให้ครบทุกส่วน
- แสดงจุดยืนชัดเจน
- ใช้ตัวอย่างประกอบ
3. ใช้ Linking Words (Connectors)
- However, Therefore, Moreover, Furthermore
- On the other hand, In addition, As a result
- แต่อย่าใช้มากเกินไป!
4. Paraphrase (พูดซ้ำด้วยคำอื่น)
- อย่าคัดลอกคำถามมาใช้เลย
- เปลี่ยนโครงสร้างประโยค
- ใช้ synonym
5. Grammar & Vocabulary
- ใช้ประโยคผสม (Complex Sentences)
- หลีกเลี่ยง errors ที่ง่ายๆ (Articles, Prepositions)
- ใช้คำศัพท์ระดับสูง แต่ต้องใช้ถูกบริบท
การใช้ไวยากรณ์บางโครงสร้างผิดบ่อยๆ เช่น การใช้ Articles ผิด เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน IELTS หากต้องการคะแนน Band 8 ใน Writing ต้องแน่ใจว่าไวยากรณ์แม่นยำที่สุด
6. จำนวนคำและเวลา
- ห้าม เขียนต่ำกว่าจำนวนคำที่กำหนด
- เขียน Task 2 ก่อน (เพราะคะแนนมากกว่า!)
- เหลือเวลา 5 นาที ให้ตรวจทาน
7. ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง:
❌ ใช้ภาษาพูด (คำว่า “gonna”, “wanna”)
❌ ใช้ตัวย่อ (don’t → do not)
❌ ใช้คำซ้ำๆ กันเยอะ
❌ เขียนย่อหน้ายาวเกินไป (1 idea = 1 paragraph)
❌ ไม่มี Conclusion
Part 4: Speaking (พูด) 11-14 นาที
การสอบ Speaking เป็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับผู้ตรวจสอบ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Part 1 การแนะนำตัวและถามคำถามทั่วไป Part 2 พูดเกี่ยวกับหัวข้อที่กำหนด และ Part 3 การอภิปรายเชิงลึก
| Part | เนื้อหา | เวลา | รูปแบบ |
|---|---|---|---|
| Part 1 | Introduction & Interview | 4-5 นาที | คำถามเกี่ยวกับตัวเอง, งาน, งานอดิเรก |
| Part 2 | Individual Long Turn (Cue Card) | 3-4 นาที | พูด 1-2 นาที เกี่ยวกับหัวข้อที่ได้รับ + 1 นาทีเตรียมตัว |
| Part 3 | Two-way Discussion | 4-5 นาที | อภิปรายเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อใน Part 2 |
Part 1: Introduction & Interview
ตัวอย่างคำถามที่ออกบ่อย:
- Tell me about yourself / your work / your studies
- Do you like…? (music, sports, reading)
- What do you do in your free time?
- Tell me about your hometown
- Do you prefer…?
💡 Tips:
- คำตอบยาว 2-3 ประโยค (อย่าตอบแค่ Yes/No!)
- เพิ่มรายละเอียด + ตัวอย่าง
- พูดเป็นธรรมชาติ อย่าท่องจำ
Part 2: Cue Card / Long Turn
โครงสร้าง Cue Card:
- หัวข้อหลัก (เช่น “Describe a person you admire”)
- 3-4 คำถามย่อย (Who, What, When, Why)
- ต้องพูดให้ได้ 1-2 นาที
วิธีเตรียม (1 นาที):
- อ่านโจทย์ให้เข้าใจ
- จด Keywords ลงกระดาษ
- คิดโครงร่าง: เริ่มต้น – กลาง – จบ
- คิดตัวอย่างประกอบ
โครงสร้างการพูด:
- Introduction (10-15 วินาที) – บอกคร่าวๆ ว่าจะพูดอะไร
- Main Points (60-90 วินาที) – อธิบายรายละเอียดตามคำถามย่อย
- Examples (20-30 วินาที) – ยกตัวอย่างประกอบ
- Conclusion (10-15 วินาที) – สรุปสั้นๆ
- Part 3: Two-way Discussion
- ลักษณะคำถาม:
- เชิงลึกกว่า Part 1
- เชื่อมโยงกับหัวข้อ Part 2
- เป็นคำถามเกี่ยวกับสังคม ความคิดเห็นส่วนตัว
- ตัวอย่าง:
- Do you think…?
- Why do you think…?
- How has … changed in your country?
- What might happen in the future?
เทคนิคทำข้อสอบ Speaking ให้ได้คะแนนสูง:
เพื่อให้ได้คะแนน Band 8+ ใน Speaking ต้องผสมผสานทั้ง 4 เกณฑ์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะ Pronunciation ซึ่งรวมถึงการเน้นเสียง rhythm และ intonation ที่เหมาะสม
เกณฑ์การให้คะแนน Speaking:
- Fluency & Coherence – พูดได้คล่อง ลื่นไหล เชื่อมโยง
- Lexical Resource – ใช้คำศัพท์หลากหลาย
- Grammatical Range & Accuracy – ใช้ไวยากรณ์ถูกต้อง หลากหลาย
- Pronunciation – ออกเสียงชัด เน้นเสียงถูกต้อง
Tips สำคัญสำหรับ Speaking:
1. Speak Naturally (พูดเป็นธรรมชาติ)
- อย่าท่องจำคำตอบ (ผู้ตรวจรู้ทันที!)
- พูดเหมือนคุยกับเพื่อน แต่เป็นทางการหน่อย
- ถ้าไม่เข้าใจคำถาม ถามกลับได้ “Could you repeat that, please?”
2. Extend Your Answers (ขยายคำตอบ)
- อย่าตอบแค่ Yes/No
- ใช้ TREE Method:
- Topic sentence (ประโยคหัวข้อ)
- Reason (เหตุผล)
- Example (ตัวอย่าง)
- Expand (ขยายความ)
ตัวอย่าง:
- ❌ “Do you like reading?” → “Yes, I do.”
- ✅ “Do you like reading?” → “Yes, I do. I particularly enjoy reading mystery novels because they keep me engaged. For example, I recently read Agatha Christie’s ‘Murder on the Orient Express’ and I couldn’t put it down!”
3. Use Fillers Naturally (ใช้คำเติม) เมื่อคิดคำตอบ ใช้:
- “Well…”
- “Let me think…”
- “That’s an interesting question…”
- “Actually…”
แต่อย่าใช้บ่อยเกินไป!
4. Vocabulary & Collocations
- ใช้คำศัพท์หลากหลาย (synonyms)
- ใช้ Collocations (คำที่มักไปด้วยกัน)
- เช่น: “make an effort”, “take into account”, “come up with”
- หลีกเลี่ยงคำง่ายๆ เช่น “good”, “bad”, “nice”
5. Grammar Range
- ใช้ประโยคผสม (Complex Sentences)
- ใช้ tenses ให้ถูกต้อง
- ใช้ Conditionals, Passive Voice, Relative Clauses
ตัวอย่าง:
- Simple: “I like sports. I play football.”
- Better: “I’m really into sports, especially football, which I’ve been playing since I was a kid.”
6. Pronunciation
- พูดชัด ออกเสียงถูกต้อง
- เน้นเสียง (Word Stress) ให้ถูก
- ใช้ Intonation (น้ำเสียงสูงต่ำ) เพื่อแสดงอารมณ์
- ไม่จำเป็นต้องมี “perfect accent” (British/American)
7. ข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง:
❌ พูดเร็วเกินไป เพราะกลัวหมดเวลา
❌ พูดช้าเกินไป หรือหยุดนานๆ
❌ ใช้คำเดิมๆ ซ้ำกันเรื่อยๆ
❌ ท่องจำคำตอบมาล่วงหน้า
❌ ไม่ฟังคำถามให้ดี ตอบไม่ตรงประเด็น
❌ เงียบเฉย เมื่อไม่รู้จะตอบอะไร
Timeline การเตรียมตัวสอบ IELTS
3-6 เดือนก่อนสอบ: เตรียมตัวจริงจัง
เดือนที่ 1-2: Build Foundation
- ประเมินระดับตัวเอง (ทำ Practice Test)
- เรียนรู้โครงสร้างข้อสอบทั้ง 4 ส่วน
- สะสมคำศัพท์ 20-30 คำ/วัน
- ฝึกฟัง-อ่านข่าวภาษาอังกฤษทุกวัน
- เริ่มเขียน Essay สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
เดือนที่ 3-4: Practice & Improve
- ทำ Practice Tests อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชุด
- วิเคราะห์ข้อผิดพลาด
- ฝึกพูด Speaking ทุกวัน 15-30 นาที
- เข้า Writing Correction services
- ฝึกทำข้อสอบจับเวลา
เดือนที่ 5-6: Final Push
- ทำ Mock Tests ในสภาพจริง
- ทบทวนจุดอ่อน
- ฝึก Speaking กับเจ้าของภาษา
- อ่านทบทวนเทคนิคทุกส่วน
- เตรียมตัวให้พร้อมทั้งกายและใจ

